นางงาม นางแบบ…

“…คติธรรมคำสอน หลวงปู่คำคนิง จุลมณี…”

เรื่อง : นางงาม นางแบบ…

หลวงปู่คำคนิง เดินเที่ยวชมเมืองนรกต่อไปเห็นสถานที่หนึ่ง สว่างไสว รุ่งเรือง แสงฟ้าแลบอยู่แปลบปราบ เป็นยกพื้น เวทีกว้าง สะพานทอดยาว โค้งลงในสระนำ้อันกว้างใหญ่สระนำ้ลุกไหม้เป็นเปลวไฟแดงฉาน โชติช่วง น่าพรึงกลัว ก็ร้ว่าเป็นขุมนรกบนสะพานนั้น มีหญิงสาว รูปร่างอรชร สวยงาม จำนวนมาก พากันเดินจากเวที มีม่านผืนใหญ่มหึมา หญิงสาวเหล่านั้น แต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามเดินนวยนาดลงจากเวที ทอดขามาตามสะพาน

จ่ายมบาล อธิบายว่า “มนุษย์ผู้หญิงเหล่านี้ เป็นพวกนางงามนางแบบ กำลังเดินโชว์ร่างกาย และเสื้อผ้า

หลวงปู่คำคนิง ยืนงุนงง ประหลาดใจยิ่ง

นางงามนางแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม ฉูดฉาด สะดุดตา เหล่านั้นเดินเรียงรายตามกันออกไป ยืนอยู่กลางสะพาน แล้วเยื้องกราย เปลื้องเสื้อผ้าออกก่อนเหลือแต่ร่างกายล้อนจ้อน อุดจาดนัยน์ตาแต่ละนาง ร่างกายสวยงาม ด้วยส่วนสัด ปานนางฟ้าจากนั้น ก็มีนกอินทรีย์ตัวใหญ่ บินมาจากไหนไม่รู้ นัยน์ตานกอินทรีย์แดงฉาน พวยพุ่งออกมาเป็นเปลวไฟ มันบินมาตรงหน้า หญิงสาวแต่ละนาง ที่ยืนเปลือยกายอยู่ แล้วใช้จงอยปากอันคมกริบ จิกเข้าที่หน้าผากหญิงสาว กระชากทีเดียวหนังศีรษะ และเส้นผม ก็ลอกออกมา ตั้งแต่ศีรษะจดเท้า กลายเป็นหนังทั้งแผ่น หญิงสาวนางนั้น ส่งเสียงหวีดร้อง โหยหวล ด้วยความเจ็บปวด เมื่อนกอินทรีย์ จิกลอกเอาหนังออกไปก็เหลือแต่ร่าง ที่แดงฉานไปด้วยเลือดน่าขยะแขยง ชวนขนพองสยองเกล้าจะมองหาความงาม เมื่อตะกี้นี้ ไม่พบเลยนกอินทรีย์ ได้จิกกินนัยน์ตาทั้งสองข้างก่อนแล้วจึงจิกเอาเนื้อแดงๆออกมา เผยให้เห็นอวัยวะภายใน คือ ตับ ไต ไส้ พุงน่าขยะแขยงไม่สวยไม่งามจากนั้น นกอินทรีย์ จิกกิน ตับ ไต ไส้ พุง จนหมดสิ้น เหลือแต่ร่างโครงกระดูก ยืนสั่นสะท้านอยู่ฝ่ายหญิงสาวคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้น ก็มีความหวาดกลัวตาย อย่างสุดขีด พากันกระโดดหนี ลงสระนรก ที่เป็นไฟลุกโชติช่วง แดงฉานนั้นก็ถูกเปลวไฟนรกลุกเผาไหม้ ส่งเสียงร้องกรีดแหลม ระเบ็งเซ็งแซ่ ด้วยความเจ็บปวดแต่แล้ว ก็มีเหล็ก คล้ายหอกเผาไฟแดงๆแทงทะลุร่างหญิงสาวนั้น ส่งขึ้นมาจากขุมไฟนรก ร่างที่ไหม้เหลือแต่กระดูกขาวโพลน ก็กลับกลายเป็น ร่างหญิงสาว สวยงามเหมือนเดิม มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่ เหมือนเดิมทุกอย่างต่อจากนั้น ก็ถูกนกอินทรีย์ โผบินเข้าจิก กระชากเสื้อผ้าออก เหลือแต่กายเปลือยล่อนจ้อน แล้วจิกหนังลอกออกทั้งแผ่น จิกกินเนื้อ กินตับ ไต ไส้ พุง เหมือนที่กระทำ กับหญิงสาวคนแรกส่วนหญิงสาวคนอื่นๆ มีความหวาดกลัว ส่งเสียงหวีดร้อง วุ่นวาย ระเบ็งเซ็งแซ่นั้นจะวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่ได้ เพราะมีหอกเผาไฟแดงๆ แทงขึ้นมาจากขุมนรก เพลิงจี้สะกัดหน้า สะกัดหลังไว้ รอบข้างไปหมด

หลวงปู่คำคนิง สลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่า หญิงสาวเหล่านี้ มีความผิดสถานใด ถึงต้องมาถูกกระทำ ลงโทษ อย่างโหดเหี้ยม อำมหิตถึงปานนี้

จ่ายมบาล ล่วงรู้ว่ระจิต ได้ตอบว่า “หญิงสาวเหล่านี้ สมัยเป็นมนุษย์ ชอบประพฤติตนทางอนาจาร คืออวดร่างกายของตน เปลือยร่างต่อสาธารณะและหลงไหลลุ่มหลง ในเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องตกแต่งประดับกาย อย่างไม่ลืมหูลืมตาสามารถกระทำชั่วได้ในทุกสิ่ง เพื่อแสวงหาเงิน มาซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ ประดับตนเอง อวดคนอื่นเป็นผู้หญิง ประเภทฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักศาสนาคำสั่งสอน ของศาสดาองค์ใดไม่เชื่อในคุณธรรมความดีใดๆ ไม่ละอายแก่ใจเชื่อแต่ว่า เกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ต้องแสวงหาความสุข สนุกสนานให้เต็มที่กิน ถ่าย เสพกาม และนอน เท่านั้น

อย่างอื่นไม่คิด ชาติหน้าไม่มีบาปบุญไม่มี นรกไม่มี ดังนั้น เมื่อหญิงสาวเหล่านี้ตายแล้วจึงต้องมาเสวยกรรม อยู่ในนรกเช่นนี้….”

จากหนังสือ : ประวัติและปฏิปทาของหลวงปู่คำคนิง จุลมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี : หน้า ๑๐๐-๑๐๒

๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

ที่มา : facebook พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ชอบก็แชร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *