๋J&C เปลียนราจ่ายเป็นรายรับ แห่งแรกของประเทศไทย

“J&C BUSINESS MODEL EVOLUTION”

“จอยแอนด์คอยน์”

“รูปแบบการทำธุรกรรมแบบใหม่ที่เป็นขายตรงสะดวกซื้อ”

 
ลองเสียสละเวลาอันมีค่าของท่านชมสักนิสน่ะครับผม
 


..ชม และฟัง แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ..??
สนใจ..หรือ.คิดอย่างไรบ้างครับ..??
ถ้าสนใจก็ ลองกรอกข้อมูลสมัครมาเป็นครอบครัวเดียวกับเรา..!!
 ขอบคุณระบบ Elite ssc
++++++++++++++
change หรือ การเปลี่ยนแปลง
innovation หรือ นวัตกรรม
idealist หรือ ความคิดใหม่ และ 
freedom หรือ เสรีภาพ
join&coin
และ Elite ssc
มีคำตอบเหล่านี้ให้คุณ..!!!
ลิ้งค์เรา : https://goo.gl/jp3ztB
ลงทะเบียนเรียนรู้รับระบบจากเรา
คลิ๊กลิ้งค์ : https://goo.gl/O1QuK6
**************************
ช่องทางการติดต่อ …
โทรศัพท์                  : 08-7155-5335,08-7558-5002,0-2050-1451
Facebook                 : facebook.com/Jaroencom19695
Facebook fanPage     : facebook.com/Jaroencom1969/
Google +                  : google.com/+สมพรกิ่งภาร
Google + fanPage      : google.com/Jaroencom&Mobile
YouTube                  : youtube.com/user/noi178
twitter                    : twitter.com/SompornKingparn
Line                        : noi0871555335
เวปไซต์ของเรา….          : jaroencom.com
                              : innicsthai.pw/ 
                              : jaroencom1969.blogspot.com/
********************

{นานาสาระ ธรรมะสวัสดี: ฉบับที่ 15539} ใครหนอ ? มี “มีดในปาก”
ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับที่ ๑๖๕
ฉบับวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๘

มีดในปาก

‘โดนแทงข้างหลัง’ ของแท้
คือโดนคนอื่นใส่ไคล้
ด้วยความจงใจทำลายล้างกัน
‘เผลอแทงข้างหลัง’ โดยไม่ตั้งใจ
คือตีไข่ใส่สีตามอารมณ์
ไม่คิดให้ดีเสียก่อนพูด

ทุกคนรู้สึกเจ็บปวด
กับคำร้ายๆที่มีมาถึงตน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คำร้ายๆที่สร้างความเสียหาย
ในหน้าที่การงาน
หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
ทุกคนจึงเกลียดการโดนแทงข้างหลัง

แต่แน่ใจหรือว่า
เกลียดอย่างไร ไม่เคยทำอย่างนั้น?

คนเราเวลาหาเรื่องคุยกัน
จะในบรรยากาศเบาๆหรือหนักๆก็ตาม
มักหยิบยกคนโน้นคนนี้มาพูดถึง
เพราะเรื่องของคนเป็นเรื่องน่าคุย
น่าให้อยากตีไข่ใส่สีตามอารมณ์

ลองสังเกตตัวเองดู
คุณอาจพบด้วยความประหลาดใจว่า
แนวโน้มที่จะพูดคุยถึงคนอื่น
ให้ออกรส ให้สนุกปาก ให้เฮฮากันได้นั้น
มักต้องหยิบยกเรื่องร้ายๆมาเป็นประเด็น
และการพูดถึงคนอื่นในแง่ลบแง่ร้าย
ก็เป็นความเคยชินที่สะสมกันง่ายเสียด้วย
ใครๆก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องต้องฝึกสักเท่าใด

แต่ที่จะหยิบยกเรื่องดีๆของคนอื่น
มาตั้งเป็นหัวข้อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้ออกรส ให้คล่องปาก ให้คึกคักได้
เป็นเหมือนการว่ายน้ำทวนกระแส
ทำได้ยาก และไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน

คนส่วนใหญ่
จึงอยู่ในวังวนของการแทงข้างหลัง
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เพื่อจะเริ่ม ‘รู้ตัว’ ขึ้นมา
บางทีต้องอาศัยข้อสังเกต
เช่น ทบทวนดีๆว่า ถ้าใครรู้ว่าคุณพูดถึงเขา
อย่างที่หลุดปากออกไปครั้งล่าสุด
เขาจะรู้สึกว่าโดนคุณแทงข้างหลังหรือเปล่า?

แต่ถ้าเคยเจริญสติ
เคยเห็นกายเห็นจิตตนเองได้มาบ้าง
คุณอาจระลึก ณ จุดเกิดเหตุเลยทีเดียวว่า
ขณะพูดถึงใครในทางเสียหาย
ลิ้นของคุณให้ความรู้สึกแหลมคม
เหมือนปลายมีดพุ่งไปทิ่มแทงเขาหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็ให้สันนิษฐานว่า
มีเจตนาประทุษร้าย
ปรุงแต่งจิตให้พุ่งออกไปเป็นหอกดาบ

เมื่อจิตร้อน คำย่อมร้อน
ให้เร่งรู้ตัว เตือนตนเองให้ถูกว่า
นั่นเป็นวจีทุจริต เป็นอกุศลธรรม

อย่างไรก็ตาม
การอยู่ในสังคมมนุษย์
บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
จำเป็นต้องพูดถึงแง่เสียหายของคนบางคน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปถึงส่วนรวม
เช่น ถ้ารู้จริงว่าใครโกงเก่ง
ก็จำเป็นต้องบอกให้เพื่อนร่วมงานระวังตัว
หรือถ้ารู้จริงว่าใครเจ้าชู้ยักษ์
ก็จำเป็นต้องบอกคนใกล้ตัวให้ออกห่างบ้าง
การพูดถึง ‘ของเสีย’ ของคนอื่นด้วยเจตนาดี
จะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดน้ำบริสุทธิ์ขึ้นในปาก
ที่สาดออกไปเพื่อไล่ล้างความสกปรก
เป็นไปเพื่อความสะอาดหอม
ไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้ปากเหม็น!

ดังตฤณ
กันยายน ๕๘

……………………………………………
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
……………………………………………
ขอบพระคุณข้อมูลจาก..
“ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับที่ ๑๖๕
ฉบับวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๘”
ที่ได้เผยแพร่สู่ “สาธารณะ”
ให้ทุกคนในโลกนี้ ได้ทราบว่า…
“อะไรผิด, อะไรถูก”
……………………………………………
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
……………………………………………
ใครหนอ ? มี “มีดในปาก”คำตอบ ก็คือ .. ผู้ที่เป็น “ปุถุชน” นั่นเอง.
วจีทุจริต (มีดในปาก) มี ๔ ประการ คือ….
*การพูดเท็จ
*การพูดคำหยาบ
*การพูดส่อเสียด
*การพูดเพ้อเจ้อ

ผู้ที่เป็น “ปุถุชน” ยังไม่สามารถ “ละ” วจีทุจริต ๔ ประการได้
เมื่อมีเหตุปัจจัยก็สามารถเกิดวจีทุจริตประการใดประการหนึ่งได้

ผู้ที่เป็น “พระโสดาบัน” สามารถ “ละ” *การพูดเท็จ ได้

ผู้ที่เป็น “พระโสดาบัน” สามารถ “ละ” *การพูดส่อเสียด ได้
ผู้ที่เป็น “พระสกทาคามี” สามารถ “ละ” *การพูดเท็จ ได้ ผู้ที่เป็น “พระสกทาคามี” สามารถ “ละ” *การพูดส่อเสียด ได้
สำหรับ “พระอนาคามี”
สามารถ “ละ” *การพูดเท็จ ได้”ละ” *การพูดส่อเสียด ได้
“ละ” *การพูดคำหยาบ ได้
(แต่ยัง “ละ” *การพูดเพ้อเจ้อไม่ได้)
สำหรับ “พระอรหันต์” เท่านั้น
ที่จะ “ละ” *การพูดเพ้อเจ้อและ “วจีทุจริต” ทั้งหมดได้
ที่สำคัญแม้พระอริยบุคคลที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์
แม้ท่านจะยัง “ละ” วจีทุจริตในบางประการไม่ได้
แต่… วจีทุจริตที่ท่านพูดออกมา เช่น พูดเพ้อเจ้อ
ซึ่งการพูดคำพูดเพ้อเจ้อของพระอริยบุคคลนั้น
ไม่เป็นปัจจัยให้ต้องตกนรกหรือไปอบายภูมิ
คือ ไม่เป็นอกุศลกรรมบถที่ครบองค์ที่จะต้องไปอบาย
รวมทั้งการพูดคำหยาบของพระโสดาบั
และ พระสกทาคามีก็ไม่ได้ถึงกับรุนแรงทำให้ต้องไปอบาย
เพราะฉะนั้น “วจีทุจริต”ของพระอริยบุคคลที่ไม่ใช่พระอรหันต์แม้ยังมีอยู่ แต่.. ไม่มีกำลังมาก
และ ไม่ถึงล่วงกรรมเป็นอกุศลกรรมบถ
ที่จะทำให้ไปอบายภูมิ
ต่างจาก “ปุถุชน” ที่ยังมีวจีทุจริต ๔ ประการครบ
และ ยังมีเหตุปัจจัยให้สามารถพูดในสิ่งที่ไม่ดี
ที่เป็นวจีทุจริต ๔ มีกำลังคือ สามารถพูดเป็นกรรมที่เป็นอกุศลกรรมบถครบองค์
และ เป็นเหตุให้ไปอบายภูมิได้นั่นเอง.
สำหรับพระอริยบุคคลที่ไม่ใช่พระอรหันต์แม้ท่านมีวจีทุจริตบางข้อ      
แต่.. วาจาที่เป็นอกุศลของท่านนั้นไม่มีกำลังมาก
เหมือนปุถุชน และ ไม่เป็นเหตุไปอบายภูมิ.
ในชีวิตประจำวัน ท่านทั้งหลายจึงควรพิจาณาด้วยปัญญา (ญาณ)
และ เห็นโทษของวาจาที่พูดกัน
แม้จะยัง “ละ” วจีทุจริต ๔ ประการไม่ได้
แต่ก็ค่อย ๆ เห็นโทษของวาจาที่พูดประการต่าง ๆ ได้
เริ่มจากการฟัง (อ่าน, ศึกษา) พระธรรม
คำสอนของ ‘พระพุทธเจ้า’
เมื่อปัญญา (ญาณ) เจริญขึ้น
ปัญญา (ญาณ) จะขัดเกลา “กาย, วาจา”
ซึ่งเป็นไปตามกำลังของปัญญา (ญาณ) นั่่นเอง.
……………………………………………
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
……………………………………………
ท่านทั้งหลายพึงทราบว่า…
ผู้ที่หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง
ดับกิเลสได้ทั้งหมด ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น
ส่วนพระอริยบุคคลขั้นต่ำกว่านั้น ยังเป็นผู้มีกิเลส
ยังมีเหตุปัจจัยให้อกุศลจิตเกิดขึ้น
เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย
แต่ไม่มีกำลังเหมือนกับปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส
เพราะ.. กิเลสอย่างหยาบ
ที่จะเป็นเหตุให้ไปเกิดในอบายภูมินั้น
“ดับ” ได้อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่เป็นพระโสดาบัน
พระอริยบุคคลทุกขั้นจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีก
และ ถ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว
“ดับ” ขันธปรินิพพาน
จึงไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์
สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง นั่นเอง.จากข้อความในอรรถกถาปเจตนสูตร
แสดงว่า.. อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการนั้น
พระอริยบุคคลขั้นใด “ละ” อกุศลกรรมบถประเภทใดได้บ้าง ดังต่อไปนี้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๓๔ หน้าที่ ๔๕
อกุศลกรรมบถ ๖ ข้อเหล่านั้น คือ……
*ปาณาติบาต
*อทินนาทาน
*มิจฉาจาร
*มุสาวาท
*ปิสุณาวาจา
*มิจฉาทิฏฐิ
พระอริยบุคคล ย่อม “ละ” ได้
ด้วยโสดาปัตติมรรค,
สองอย่าง คือ..
*ผรุสวาจา
*พยาบาท
จะ “ละ” ได้
ด้วยอนาคามิมรรค,
สองอย่าง คือ..
*อภิชฌา
*สัมผัปปลาปะ
จะ “ละ” ได้ด้วยอรหัตมรรค.

ดังนั้น การที่จะค่อย ๆ ขัดเกลากิเลสไปตามลำดับนั้น
จนกระทั่งดับได้ในที่สุดนั้น
ต้องอาศัยการฟัง (อ่าน, ศึกษา) พระธรรม
สะสมปัญญาไปตามลำดับ
กิเลสที่มีมาก ต้องมีปัญญา (ญาณ) จึงจะดับกิเลสได้.

“ปัญญา (ญาณ) เป็นเครื่องละล้างความไม่รู้
และ อกุศลธรมทั้งหลาย”

ถ้าไม่มีปัญญา (ญาณ)
ก็ดับกิเลสไม่ได้.

ขอขอบคุณและที่มาบทความ
> {นานาสาระ ธรรมะสวัสดี: ฉบับที่ 15539} ใครหนอ ? มี “มีดในปาก” <
*********************
แต่แน่ใจหรือว่า
เกลียดอย่างไร ไม่เคยทำอย่างนั้น?
ดังตฤณ
กันยายน ๕๘
ชอบก็แชร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *